การจัดฟัน

     

 การจัดฟัน คืออะไร การจัดฟัน (Orthodontics) เป็นสาขkหนึ่งทางทันตกรรมเพื่อความงาม (cosmetic dentistry) ในการ  วิเคราะห์ วินิจฉัยและวางแผนป้องกันรักษาความผิดปกติของการเรียงฟัน การสบฟัน รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวกับขากรรไกรที่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับใบหน้า เป็นการรักษาเพื่อให้มีการสบฟันที่ดีขึ้น การบดเคี้ยวอาหารมีประสิทธิภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดฟันผุหรือโรคเหงือกอันเนื่องมาจากฟันเรียงตัวผิดปกติ และหลีกเลี่ยงการเกิดรอยสึกของฟันจากการเรียงฟันหรือการสบฟันที่ไม่เหมาะสม

         อีกหนึ่งข้อสำคัญสำคัญไม่แพ้กัน การจัดฟันช่วยเสริมความมั่นใจให้กับรอยยิ้ม เสริมบุคลิกภาพ จากการที่มีฟันเรียงกันสวยงาม ซึ่งการจัดฟันจำเป็นต้องทำโดยทันตแพทย์เฉพาะทาง ในคลินิกทันตกรรมเฉพาะทาง หรือโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานเท่านั้นถึงจะดูแลรักษาฟันของเราให้มีความสวยงามและปลอดภัยค่ะ

                            

 จัดฟันช่วยในเรื่องไหนบ้าง

         รอยยิ้มที่มาพร้อมกับฟันที่สวยงามนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นการที่เรามีฟันที่จัดเรียงสวยงาม และสุขภาพฟันที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรคำนึง การจัดฟันนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาฟันไม่สวย ฟันยื่น  ฟันซ้อน ฟันเก ในปัจจุบันการจัดฟันนั้นมีราคาที่หลากหลาย  และสามารถเลือกชนิดเครื่องมือได้ความเหมาะสม และ life style ของแต่ละบุคคล เช่น การจัดฟันแบบเซรามิก การจัดฟันแบบโลหะ การจัดฟันแบบดามอน (Damon) และการจัดฟันใส (Invisalign)

       1.การจัดฟันช่วยให้การเรียงฟันเป็นระเบียบสวยงามมากยิ่งขึ้น ใครที่สงสัยว่าปัญหาของตนเองแก้ไขด้วยการจัดฟันดีไหม ต้องให้ทันตแพทย์ช่วยประเมินปัญหาค่ะ เช่น

        มีปัญหา ฟันเก (Over Crowding)

        ภาวะสบลึก (Deep overbite)

        ภาวะสบเปิดหรือการสบฟันหน้าไม่สนิท (Open bite)

        ขากรรไกรบนยื่น (Overjet)

        ขากรรไกรล่างยื่น(Under-bite)

        การสบฟันแบบไขว้ (Cross-bite Occlusion)

       2.การจัดฟันสามารถปรับแนวฟันให้เรียงตัวเป็นระเบียบ และช่วยรักษาสุขภาพช่องปากดีขึ้น ลดปัญหาฟันผุได้ เพราะฟันที่เรียงตัวไม่เป็นระเบียบนี้ เป็นที่มาของเศษอาหาร ที่ไปติดอยู่ตามซอกหลืบของฟัน สาเหตุหลักของฟันผุค่ะ

       3.ช่วยให้การดูแลรักษาฟันเป็นเรื่องง่ายขึ้น เมื่อฟันเรียงตัวดี อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ก็สามารถทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นครับ ช่วยลดโอกาสการสูญเสียฟันในอนาคต ทำให้ฟันอยู่กับเราได้ยาวนาน

       4.ช่วยปรับรูปหน้าให้เข้าที่ การจัดฟันทำให้ใบหน้าเข้าที่มากขึ้น แก้ปัญหาการฟันสบ ฟันล่างยื่น หรือฟันเหยินได้ ส่งผลให้เจ้าของใบหน้ามีความมั่นใจ กล้าพูด กล้ายิ้มมากขึ้นค่ะ

 

  รูปแบบของการจัดฟัน

          รูปแบบชนิดของการจัดฟันแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ

          -การจัดฟันแบบติดเครื่องมือ: เป็นวิธีจัดฟันที่ใช้กันมาอย่างแพร่หลายในอดีตจนถึงปัจจุบัน ตัวเครื่องมือนั้นทำด้วยวัสดุที่เป็นโลหะ

          -การจัดฟันแบบไม่ติดเครื่องมือ: เป็นการจัดฟันแบบถอดได้ ไม่ต้องติดเครื่องมือจัดฟันบนฟัน ผู้มารับบริการ หลายคนอาจคุ้นกันในชื่อ Invisalign ค่ะ

         โดยทั้ง 2 ประเภทนี้ มีชนิดของเครื่องมือจัดฟันให้เลือกได้เหมาะสมกับตามความต้องการ แบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 แบบดังนี้

 

1.จัดฟันแบบโลหะ Metal    เป็นการจัดฟันที่ได้รับความนิยมมากที่สุดค่ะ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและบุคคลทั่วไปจะเลือกการจัดฟันวิธีนี้ ซึ่งจะเป็นการจัดฟันโดยการติดเครื่องมือแบบโลหะไว้ที่ผิวด้านหน้าของฟัน ใส่ลวดผ่านร่อง Bracket และใช้ยางโอริง (O-ring) สีสันสดใสรัดตัวเครื่องมือจัดฟันให้ติดกับลวดจัดฟัน ทำให้การจัดฟันติดแน่น และต้องมีการปรับเครื่องมือทุก ๆ เดือน

      ข้อดี: การจัดวิธีนี้จะเป็นการติดเครื่องมือที่ทำด้วยวัสดุที่เป็นโลหะ ผิวเรียบเป็นมันวาว ทำให้คราบอาหารและ จุลินทรีย์ติดได้ยากกว่าวัสดุชนิดอื่นค่ะ และยังเป็นการติดด้านนอกของฟัน จึงทำให้การทำความสะอาดได้ง่าย สะดวกขึ้น ราคาไม่แพง ถือว่าเป็น การจัดฟัน ราคาค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าตัวอื่น ระยะเวลาในการจัดฟัน 2 ปีขึ้นไป

 เหมาะกับใคร: การจัดฟันแบบโลหะเหมาะกับนักเรียน นักศึกษา ที่มีงบประมาณจัดฟันจำกัด และผู้ที่มีเวลาสามารถมาพบทันตแพทย์ได้บ่อย

 

 

 

    2.จัดฟันแบบเซรามิก Ceramic   เป็นการจัดฟันโดยใช้วัดสุแบบเซรามิกใส ที่ยึดติดกับผิวฟันด้านหน้า แล้วใส่ลวดผ่านร่อง Bracket และใช้ยางแบบใสรัดเครื่องมือจัดฟันให้ติดกับลวดจัดฟัน เพื่อช่วยควบคุมทิศทางการเคลื่อนตัวของฟัน มีสีใกล้เคียงกับสีฟัน ทำให้ฟันเรียงตัวสวย

       ข้อดี: เครื่องมือจัดฟันประเภทนี้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ให้สีและความใสใกล้เคียงสีฟันมากที่สุดครับ ดังนั้นจึงมองไม่ค่อยเห็นว่าคนไข้กำลังจัดฟันอยู่

เหมาะกับใคร: การจัดฟันแบบจัดฟันเซรามิก เหมาะกับผู้ที่ต้องการจัดฟัน แต่ไม่อยากให้คนสังเกตชัดเจน เนื่องจากมีหน้าที่และบุคลิก ในการทำงาน คนไข้ต้องมาปรับเครื่องมือจัดฟันทุก ๆ 1 เดือน ใช้ระยะเวลาการจัดฟัน 2 ปีขึ้นไป

 

 

 

 

 

       3.จัดฟันแบบดามอน Damon จัดฟันแบบดามอน เป็นการจัดฟันด้วย Bracket ชนิดดามอนซิสเต็ม เป็นการจัดแบบใหม่ไม่ต้องใช้ยางรัด มีประสิทธิภาพสูง มีกลไกการบานพับขนาดเล็กที่ยึดกับลวดอย่างหลวม ๆ เพื่อดึงให้ฟันเคลื่อนตัว

        ข้อดี: การจัดฟันดามอน (Damon) ไม่ต้องใช้ยาง ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องยางขาด หรือยางเสื่อมสภาพและแทบไม่ต้องถอนฟันออกสักซี่ เพราะใช้เทคโนโลยีแบบ self-ligating ลักษณะจะเป็นบานพับเปิดปิด ลดแรงเสียดทาน ส่งผลให้ฟันเคลื่อนที่ไว ซึ่งได้รับการรับรองจากแพทย์ว่าช่วยลดระยะเวลาในการจัดฟันน้อยลง เมื่อเทียบกับการจัดฟันแบบโลหะ และขณะเดียวกันตอนปรับเครื่องมือยังเจ็บน้อยกว่า เนื่องจากไม่ได้ใช้ยางมัด จัดฟันดามอน มี 2 รุ่นคือ

               Damon Q ที่เป็นโลหะ

               Damon clear เป็นแบบใส

เหมาะกับใคร: เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เพราะสามารถดูเเลความสะอาดฟันได้ง่าย ลดโอกาสการเกิดฟันผุ และโรคเหงือกอักเสบได้

 

 

      4.จัดฟันแบบใส Invisaliagn จัดฟันแบบใส  หรือ เครื่องมือ จัดฟัน Invisalign เป็นนวัตกรรมการจัดฟันแบบใหม่ เน้นความสวยงามเป็นหลักครับ เพราะใช้เครื่องมือโปร่งใสช่วยปรับการเรียงตัวของฟัน เป็นเครื่องมือจัดฟันที่สามารถถอดใส่ได้จาก USA

       ข้อดี: การจัดฟันประเภทนี้จะมองไม่เห็นเครื่องมือ สะดวก ไม่ต้องทนเจ็บจากเครื่องมือแบบติดแน่น สามารถถอดใส่ง่าย รับประทานอาหารหรือเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ

      การจัดฟันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6 เดือน-2 ปีขึ้นไปครับ สามารถแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

    Invisalign i7               Invisalign lite

    Invisalign moderate   Invisalign full

เหมาะกับใคร: การจัดฟันประเภทนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มดารา นักธุรกิจที่ต้องใช้หน้าตา และความน่าเชื่อถือ เพราะสามารถจัดฟันได้โดยไม่ต้องใส่เหล็กดัดฟัน สามารถพูด หรือออกเสียงได้อย่างชัดเจน โดยระยะเวลา

 

 ขั้นตอนการจัดฟัน

ขั้นตอนการจัดฟันเบื้องต้นมีวิธีการคล้าย ๆ กันค่ะ แต่อาจมีข้อแตกต่างในแต่ละประเภท คือ การจัดฟันด้วยเครื่องมือเเบบติดเเน่น และการจัดฟันแบบไม่ติดเครื่องมือ แต่การเตรียมตัวก่อนจัดฟันคล้ายกัน แบ่งเป็น 8 ขั้นตอนดังนี้

        1.ปรึกษาทันตแพทย์ เมื่อตัดสินใจจัดฟันครั้งแรก ต้องปรึกษาทันตแพทย์เฉพาะทางจัดฟันโดยตรง เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยปัญหาของแต่บุคคล ตรวจรูปหน้า โครงสร้างกระดูกขากรรไกรและฟัน พร้อมทั้งซักประวัติ เช่น มีโรคประจำ ประวัติการแพ้ยา หรือยาที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบันว่ามีหรือไม่ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันในช่วงเวลานี้ ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดฟันในแต่ละวิธีการให้ทราบ เพื่อให้คนไข้ตัดสินใจว่าแบบไหนตรงความต้องการมากที่สุดค่ะ

        2.วางแผนการจัดฟัน เมื่อคนไข้เลือกวิธีการจัดฟันที่เหมาะกับตนเองได้เเล้ว ทันตแพทย์จะแจ้งแผนการรักษาคร่าว ๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษา และทำการพิมพ์ปาก สร้างแบบจำลองฟัน

        3.ถ่ายภาพ x-ray คนไข้ต้องทำการพิมพ์ฟัน และ x-ray ได้แก่ Panoramic, Lateral cephalometric หรือ PA cephalometric (ถ้าจำเป็น) เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการวินิจฉัย ประเมินฟัน กระดูกขากรรไกรบนและล่าง ดูการสบของฟัน และออกแบบการจัดฟันเพื่อให้เข้ารูปสวยงาม และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        4.เคลียร์ช่องปาก การเคลียร์ช่องปาก คือการเตรียมให้ช่องปากของเราพร้อมที่จะจัดฟัน โดยทันตแพทย์ต้องเช็คสุขภาพในช่องปากก่อนเริ่มการจัดฟัน ได้แก่ การอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน หรือผ่าฟันคุด เป็นต้น เพราะถ้าได้ติดเครื่องมือจัดฟันไปแล้ว แล้วต้องทำการอุดฟัน หรือทำการรักษาฟันใด ๆ จะทำให้การรักษานั้นยุ่งยาก และช่วยให้การจัดฟันประสบผลสำเร็จได้ด้วยดี ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจจะต้องใช้ระยะเวลานานในบางคน หากมีปัญหาฟันผุ หรือเหงือกอักเสบมาก ๆ

       5.นัดติดเครื่องมือ ขั้นตอนนี้จะแยกออกเป็น 2 รูปแบบ

         -จัดฟันโดยติดเครื่องมือ เมื่อทันตแพทย์ทำการติดเครื่องมือแล้ว จะมีการนัดหมายเพื่อปรับเครื่องมือทุก ๆ 1-2 เดือน ตามประเภทเครื่องมือจัดฟัน ซึ่งในช่วงแรกอาจจะเจ็บบ้างเล็กน้อยในช่วงนี้

         -จัดฟันแบบไม่ติดเครื่องมือ หรือจัดฟันใส ทันตแพทย์จะนัดใส่เครื่องมือจัดฟัน พร้อมแนะนำวิธีการดูแลระหว่างใส่ เพราะการจัดฟันวิธีนี้สามารถถอดออกได้ระหว่างจัดฟัน โดยเครื่องมือถูกออกแบบมาเฉพาะบุคคล เพื่อจัดระเบียบกล้ามเนื้อ และส่งผลต่อการเจริญเติบโตของขากรรไกร โดยเครื่องมือจัดฟันจะส่งแรงกดไปบนฟันอย่างนุ่มนวลเพื่อให้ฟันเคลื่อนที่บนกระดูกขากรรไกร จากนั้นทันตแพทย์จะนัดเปลี่ยนชุดเครื่องมือตามแผนที่วางไว้ครับ ในการนัดหมายแต่ละครั้ง คนไข้ควรจะต้องมาให้ตรงตามนัด เพื่อให้แผนการรักษาไม่คลาดเคลื่อน

       6.การดูแลช่องปากและฟันหลังจัดฟัน ในระหว่างจัดฟันจำเป็นต้องการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันอย่างดีครับ เช่น แปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร และใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี และสม่ำเสมอ เข้าพบทันตแพทย์ตรวจเช็คช่องปาก ขูดหินปูน ทุก 3-6 เดือน เพื่อป้องกันการเกิดเหงือกอับเสบระหว่างการจัดฟัน

      7.นัดถอดเครื่องมือ เมื่อแผนการจัดฟันเป็นไปตามที่วางไว้ ทันตแพทย์ก็จะนัดถอดเครื่องมือจัดฟัน และจะให้ใส่รีเทนเนอร์ครับ แนะนำคนไข้จะต้องใส่ต่อเนื่องอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฟันคงอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องสวยงามตลอดไป

      8.ติดตามผล ทันตแพทย์จะนัดติดตามการใส่รีเทนเนอร์ทุก ๆ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และทุก ๆ 1 ปี เมื่อผ่านขั้นตอนการจัดฟัน คุณหมอขอแนะนำให้คนไข้ศึกษาวิธีการดูแลหลังจัดฟัน

 

 เครื่องมืดจัดฟัน

     เพื่อให้เข้าใจวิธีการจัดฟันมากขึ้น เราควรทำความรู้จักเกี่ยวกับเครื่องมือจัดฟันร่วมด้วย เพื่อเป็นข้อมูล หากเกิดความผิดปกติจะได้ปรึกษาหรือสื่อสารข้อมูลกับทันตแพทย์ได้ง่ายขึ้น

    ยางจัดฟัน ยางจัดฟัน คือ ยางห่วงเล็ก ๆ ที่ทำมาจากยางถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ในการจัดฟันอื่น ๆ ที่ช่วยให้ฟันเรียงตัวตามตำแหน่งที่ติดเครื่องมือไว้ โดยยางจัดฟันจะสูญเสียความยืดหยุ่นและเสื่อมสภาพภายในเวลาไม่นานหลังจากนำไปใช้ในช่องปากจึงต้องมีการเปลี่ยนอยู่บ่อย ๆ แบ่งชนิดของยางจัดฟัน เป็น 4 ชนิดคือ

-ยางจัดฟัน หรือโอริง (O-Ring) : เป็นยางจัดฟันที่ติดเป็นซี่ ๆ เรียกว่าโมดูล หรือโอริงจัดฟัน (O-Ring) มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ลวดหลุดออกจาก bracket

-ยางจัดฟันเชน หรือ C-Chain : เป็นยางจัดฟันที่มีลักษณะต่อยาวเป็นเส้นเดียว มีทำหน้าที่รวบฟันให้ชิดกัน

-ยางดึงฟัน หรือ Elastic : ทำหน้าที่ช่วยให้ฟันเลื่อนเข้าที่ได้รวดเร็วขึ้นครับ มีลักษณะคล้ายกับโอริงจัดฟัน (O-Ring) แต่จะมีความยืดหยุ่นมากว่า ข้อดีคือคนไข้สามารถถอดและใส่ได้ด้วยตนเอง ต่างจาก O-Ring และ C-Chain ที่คนไข้ไม่สามารถถอดออกในระหว่างเดือนด้วยตนเอง

-ยางแยกฟัน (Separator) : ใช้ในการเตรียมฟันเพื่อใส่เครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่นครับ ทำหน้าที่ค่อยๆ ดันฟันหลักให้หลวมขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่ของแหวนจัดฟันหรือแบนด์ (band)

    แหวนจัดฟัน ( Band ) มีลักษณะเป็นวงแหวนใช้สำหรับครอบยึดติดกับตัวฟัน ทำจากแผ่นโลหะเหล็กพิเศษ โดยส่วนใหญ่จะทำการใส่แหวนจัดฟันที่ฟันกราม

    แบรกเกต (Bracket) เป็นเครื่องมือจัดฟัน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับฟันแต่ละซี่ครับ ลักษณะมีร่องตรงกลางสำหรับใส่ลวด ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนของฟันได้ทุกทิศทาง ช่วยให้การสบฟันและตำแหน่งของฟันเป็นไปตามความต้องการ

    รีเทนเนอร์ (Retainer) เป็นเครื่องมือไว้คงสภาพฟัน หลังจากที่เราจัดฟันเสร็จแล้ว เป็นเครื่องมือคงสภาพฟันหลังจัดฟันเสร็จ ช่วยยึดฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการหลังจัดฟันเสร็จ เนื่องจากตอนจัดฟัน เราเคลื่อนฟันผ่านกระดูกที่รองรับรากฟันและเหงือก ดังนั้นหลังจากจัดฟันเสร็จแล้ว เราต้องรอ “ระยะเวลา” ให้ฟันปรับตัวเข้าหากระดูก แบ่งเป็น 3 แบบ รีเทนเนอร์แบบใสถอดได้, รีเทนเนอร์แบบติดแน่น, รีเทนเนอร์แบบลวด

 

 การดูแลสุขภาพหลังจากจัดฟัน

วิธีดูแลฟันหลังจัดฟัน สำหรับการจัดฟันเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการจัดฟันต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ต้องมีความเอาใจใส่ในการดูแล สุขภาพช่องปากและฟัน ในช่วงเวลา 1-3 ปี เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากลิ่นปากและฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ หรือเป็นแผลในช่องปากตามมา โดยมีวิธีการดังนี้

1.ควรเลือกใช้แปรงสีจัดฟันโดยเฉพาะ เพื่อทำความสะอาดเศษอาหารที่ติดอยู่ตามเครื่องมือจัดฟันได้มากขึ้น

2.เลือกใช้ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์ ช่วยป้องกันฟันผุ

3.แปรงฟันหลังมื้ออาหารทุกครั้ง และควรใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วย

4.หลังการแปรงฟันควรใช้น้ำยาบ้วนปาก หรืออมน้ำเกลือหลังแปรงฟัน เพื่อยับยั้งแบคทีเรียในช่องปาก ฆ่าเชื้อโรคและยังรักษาแผลร้อนในในช่องปากได้ด้วย

5.หมั่นตรวจเช็คฟันผุทุก 6 เดือน แนะนำให้ขูดหินปูนร่วมด้วย


10 กุมภาพันธ์ 2564

ผู้ชม 98 ครั้ง

Engine by shopup.com